LaseMD Ultra™ คุ้มไหม ? เปรียบเทียบจุดเด่นกับเลเซอร์ทั่วไป
Key Takeaways
LaseMD Ultra™ คือเทคโนโลยี Fractional Thulium Laser ความยาวคลื่น 1927 nm ที่ส่งพลังงานลงสู่ผิวเป็นจุดขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูและปรับคุณภาพผิว โดยสามารถนำมาใช้ดูแลผิวหมอง สีผิวไม่สม่ำเสมอ ปัญหาเม็ดสี ความเรียบเนียนของผิว และสัญญาณปัญหาผิวจากแสงแดด จุดเด่นอีกประการคือการสร้าง Microchannel ที่ช่วยสนับสนุนการส่งผ่านสารบำรุงเข้าสู่ผิวภายใต้แนวทางการดูแลของแพทย์ เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องเลเซอร์ทั่วไป LaseMD Ultra™ มีความยืดหยุ่นในการปรับระดับการรักษา และสามารถต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมดูแลผิวที่หลากหลาย จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคลินิกที่ต้องการเพิ่มศักยภาพของ Treatment Portfolio และรองรับความต้องการของผู้รับบริการได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
Table of Contents
เมื่อพูดถึงการดูแลผิวด้วยเลเซอร์ ปัจจุบันมีเครื่องมือสำหรับคลินิกความงามให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการเม็ดสีโดยเฉพาะ ไปจนถึงเลเซอร์สำหรับปรับสภาพผิวหรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคือ “LaseMD Ultra™” ซึ่งใช้ Fractional Thulium Laser ความยาวคลื่น 1927 nm และทำงานในรูปแบบ Non-Ablative ที่ไม่จำเป็นต้องลอกหรือทำลายผิวชั้นบนออกทั้งหมด
จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้อยู่ที่แนวคิดการสร้าง Microthermal Zone ขนาดเล็กบนผิว เพื่อกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้แพทย์สามารถปรับระดับการรักษาตามปัญหาและสภาพผิวของแต่ละคนได้ หากกำลังสงสัยว่า LaseMD Ultra™ ดีไหม เหมาะสำหรับผิวแบบใด ต่างจากเครื่องเลเซอร์ทั่วไปยังไง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการทำงาน ปัญหาผิวที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ไปจนถึงความแตกต่างของเทคโนโลยีอย่างชัดเจน
LaseMD Ultra™ คืออะไร ?
LaseMD Ultra™ คือ เครื่องเลเซอร์ประเภท Fractional Thulium ความยาวคลื่น 1927 nm ซึ่งส่งพลังงานลงบนผิวเป็น Microbeam จำนวนมาก กระจายเป็นจุดขนาดเล็กแทนการส่งพลังงานครอบคลุมผิวทั้งหมดพร้อมกัน
แนวคิดของ Fractional Thulium คือการสร้าง Microthermal Treatment Zone หรือบริเวณที่ได้รับพลังงานความร้อนในระดับจุลภาค โดยมีเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้างช่วยสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิวหลังการรักษา เครื่อง LaseMD Ultra™ สามารถปรับระดับพลังงานตามเป้าหมายและสภาพผิว จึงช่วยให้แพทย์ออกแบบการรักษาได้ตั้งแต่ระดับที่ค่อนข้างอ่อนโยนสำหรับการดูแลสภาพผิวเบื้องต้น ไปจนถึงระดับที่เข้มข้นขึ้นสำหรับปัญหาที่ต้องดูแลอย่างเฉพาะเจาะจง
LaseMD Ultra™ ดีไหม ช่วยดูแลปัญหาผิวอะไรได้บ้าง ?
สำหรับผู้ประกอบการที่ลังเลว่า LaseMD Ultra™ คุ้มไหม ควรพิจารณาจากลักษณะปัญหาผิวและเป้าหมายของการรักษาเป็นหลัก เนื่องจาก Fractional Thulium 1927 nm ได้รับการออกแบบมาเพื่อดูแลคุณภาพผิวในหลายมิติ ตั้งแต่ความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ปัญหาเม็ดสี ไปจนถึงความละเอียดของผิวและผิวเสียจากแสงแดด จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างยืดหยุ่นภายใต้การประเมินของแพทย์
ปัญหาผิวที่มักนำ LaseMD Ultra™ มาใช้ มีดังนี้
ผิวหมองและสีผิวไม่สม่ำเสมอ
เมื่อผิวต้องเผชิญแสงแดดและปัจจัยแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ผิวดูหมอง ขาดความกระจ่างใส Fractional Thulium สามารถนำมาใช้ในโปรแกรมที่ดูแลงานผิวในระดับตื้นและกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ จึงเหมาะกับการปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ พร้อมดูแลผิวสัมผัสให้เรียบเนียนขึ้น
กระ จุดด่างดำ และปัญหาเม็ดสี
เครื่องเลเซอร์ประเภท Fractional Thulium ความยาวคลื่น 1927 nm ถูกนำมาศึกษาอย่างกว้างขวางในด้านความผิดปกติของเม็ดสี เนื่องจากสามารถสร้าง Microthermal Zone ในบริเวณผิวชั้นตื้น จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับแพทย์ในการออกแบบโปรแกรมดูแลกระ จุดด่างดำ และเม็ดสีบางประเภท
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเม็ดสีไม่ได้มีสาเหตุหรือมาจากพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด โดยเฉพาะฝ้าและภาวะเม็ดสีหลังการอักเสบ การเลือกระดับพลังงาน ความถี่ และการดูแลร่วมกับวิธีอื่นจึงต้องพิจารณาจากการประเมินผิวแต่ละราย
ผิวสัมผัสไม่เรียบและรูขุมขนดูชัด
การส่งพลังงานแบบ Fractional ทำให้เกิด Microthermal Zone โดยเว้นเนื้อเยื่อระหว่างบริเวณที่ได้รับพลังงานไว้ เพื่อสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูของผิว กลไกดังกล่าวสามารถนำมาใช้วางแนวทางการรักษา เพื่อดูแลผิวที่ไม่เรียบเนียนและมีลักษณะรูขุมขนที่มองเห็นชัด
ผิวที่เริ่มเสียหายจากแสงแดดและมีสัญญาณแห่งวัย
ความเปลี่ยนแปลงของผิวจากแสงแดด (Photoaging) ไม่ได้มีเพียงริ้วรอย แต่ยังรวมถึงความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ความหยาบของผิว และคุณภาพผิวโดยรวมที่เปลี่ยนไป Fractional Thulium คือเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Skin Rejuvenation Program สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลหลายองค์ประกอบของผิวร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกหัตถการที่มีการลอกผิวชั้นบนออกมากเสมอไป

LaseMD Ultra™ vs เครื่องเลเซอร์ทั่วไป ต่างกันอย่างไร ?
การเปรียบเทียบความต่างระหว่าง LaseMD Ultra™ vs เครื่องเลเซอร์ทั่วไป ควรพิจารณาจากทั้งกลไกการส่งพลังงาน ระดับผลกระทบต่อผิว และความยืดหยุ่นในการออกแบบการรักษา เพราะเลเซอร์แต่ละประเภทได้รับการพัฒนามาเพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้
กลไกการทำงาน
LaseMD Ultra™ ใช้ 1927 nm Fractional Thulium Laser ส่งพลังงานเป็น Microbeam ลงบนผิวและสร้าง Microthermal Zone จำนวนมาก แตกต่างจากเลเซอร์บางประเภทที่ออกแบบมาให้ช่วงคลื่นมีความจำเพาะต่อ Melanin หรือ Hemoglobin เพื่อจัดการเป้าหมายเฉพาะ รวมถึงแตกต่างจาก Ablative Laser ที่นำเนื้อเยื่อบางส่วนออกอย่างชัดเจนเพื่อทำกระบวนการผลัดและสร้างผิวใหม่
อีกหนึ่งความแตกต่างคือ Microchannel ที่เกิดขึ้นจาก Fractional Thulium ยังเอื้อต่อการส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิว (Topical Delivery) จึงทำให้แพทย์มีอีกหนึ่งองค์ประกอบสำหรับออกแบบโปรแกรมดูแลผิว นอกเหนือจากผลของพลังงานเลเซอร์เพียงอย่างเดียว
ระยะพักฟื้น
ระดับ Downtime ของเลเซอร์สัมพันธ์กับชนิดของเทคโนโลยีและพลังงานที่ใช้ หากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี Ablative Resurfacing ที่มีการนำผิวบางส่วนออก Fractional Thulium สามารถปรับระดับความเข้มข้นให้เกิดผลต่อเนื้อเยื่อในระดับที่แตกต่างกัน และโดยทั่วไปนิยมนำมาใช้เมื่อต้องการรักษาสมดุลระหว่างการฟื้นฟูผิวกับระยะพักฟื้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า LaseMD Ultra™ ไม่มีระยะพักฟื้น ผู้รับบริการอาจมีรอยแดง ความรู้สึกร้อน ผิวแห้ง หรือการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวหลังทำได้ โดยขึ้นอยู่กับพลังงานและสภาพผิวของแต่ละคน
ความยืดหยุ่นในการรักษา
LaseMD Ultra™ มีความสามารถในการปรับ Treatment Intensity ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แตกต่างกัน แพทย์สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับโปรแกรมที่เน้นการดูแลสีผิว ปัญหาเม็ดสี ความเรียบเนียนของผิว หรือสัญญาณผิวจากแสงแดดและวัย รวมถึงสามารถนำการส่งผ่านสารบำรุงเข้าสู่ผิว (Topical Delivery) มาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการรักษาตามความเหมาะสม
ในขณะเดียวกัน เครื่องเลเซอร์บางประเภทอาจพัฒนามาให้ทำงานกับเป้าหมายเฉพาะ เช่น เม็ดสี หลอดเลือด หรือการผลัดผิวเป็นหลัก ทำให้การนำไปออกแบบโปรแกรมอาจมีข้อจำกัดและเฉพาะเจาะจงมากกว่า สำหรับ LaseMD Ultra™ ความยืดหยุ่นจึงอยู่ที่การปรับระดับพลังงานและนำไปต่อยอดกับแนวทางการดูแลผิวได้หลายรูปแบบภายในแพลตฟอร์มเดียว
LaseMD Ultra™ ต่อยอดโปรแกรมดูแลผิว เพิ่มทางเลือกให้คลินิก
LaseMD Ultra™ คืออีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับคลินิกที่ต้องการเพิ่มทางเลือกด้านการปรับคุณภาพผิว โดยใช้ Fractional Thulium Laser ความยาวคลื่น 1927 nm เพื่อดูแลทั้งสีผิว ความเรียบเนียน และสัญญาณจากแสงแดด ภายใต้แนวทาง Non-Ablative ที่สามารถปรับระดับการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวและเป้าหมายของผู้รับบริการแต่ละรายได้ จุดเด่นจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงความยืดหยุ่นในการออกแบบ Treatment Plan และการต่อยอดร่วมกับหัตถการอื่นภายในคลินิก
สำหรับแพทย์หรือเจ้าของคลินิกที่กำลังมองหาเครื่องเลเซอร์ Fractional Thulium เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริการด้าน Skin Quality และสร้าง Treatment Portfolio ที่หลากหลายยิ่งขึ้น สามารถศึกษารายละเอียดของ LaseMD Ultra™ จาก Aestellar พร้อมรับคำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์ การวางโปรแกรม และการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแนวทางของคลินิกได้โดยตรง ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเพื่อรับชมการสาธิตเครื่องได้แล้ววันนี้ ทาง LINE: @Aestellar หรือ โทร. 063-669-9699
ข้อมูลอ้างอิง :
- Ultra 1927 nm Thulium Laser – Cynosure Lutronic. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จาก https://www.cynosure.com/product/ultra/.
- Nonablative 1927 nm fractional resurfacing for the treatment of facial photopigmentation. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25607696/.
- Investigating the efficacy of a fractionated 1927 nm laser for diffuse dyspigmentation and actinic changes. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36950878/.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ LaseMD Ultra™ (FAQs)
A : ระดับความรู้สึกระหว่างทำขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้ บริเวณที่รักษา และความไวของผิวแต่ละบุคคล โดยผู้รับบริการอาจรู้สึกอุ่น ร้อน หรือคันเล็กน้อยระหว่างการรักษา แพทย์จะเป็นผู้ปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละราย
A : หลังทำควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกควรงดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น สารผลัดเซลล์ผิวหรือเรตินอยด์ จนกว่าผิวจะฟื้นตัวตามคำแนะนำของแพทย์
A : จำนวนครั้งที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามปัญหาผิว ระดับพลังงาน และการตอบสนองของแต่ละบุคคล บางรายอาจเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำไม่กี่ครั้ง แต่หากมีปัญหาที่ซับซ้อนอาจต้องวางแผนการรักษาต่อเนื่องหลายครั้ง โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินระยะห่างและจำนวนครั้งที่เหมาะสม
A : สามารถนำมาวางแผนร่วมกับหัตถการอื่นได้ในบางกรณี เช่น เทคโนโลยีกลุ่มยกกระชับหรือการดูแลคุณภาพผิวประเภทอื่น เพื่อให้ครอบคลุมเป้าหมายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ลำดับการทำ ระยะห่าง และระดับพลังงานควรได้รับการวางแผนโดยแพทย์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น
A : ผู้ที่กำลังมีการอักเสบ การติดเชื้อ แผลเปิด หรือผิวระคายเคืองบริเวณที่จะรักษา รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้ง่าย มีโรคผิวหนัง หรือกำลังใช้ยาบางประเภท ควรแจ้งข้อมูลให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย